หน้าแรกคู่มือเจ้าของสนาม

เปิดสนามแบดมินตันต้องลงทุนอะไรบ้าง — รายการจริงและวิธีคิด

20 ก.ย. 2569

เงินลงทุนเปิดสนามแบดมินตันแบ่งได้เป็น 3 ก้อนใหญ่ — พื้นที่ (ซื้อหรือเช่า) ตัวอาคารกับพื้นสนาม และ ระบบไฟกับการระบายอากาศ ส่วนที่คนมักคิดพลาดไม่ใช่ก้อนไหนก้อนหนึ่ง แต่เป็นตัวหารข้างล่างสมการ คือ จำนวนชั่วโมงคอร์ทที่ขายได้จริงต่อสัปดาห์ ซึ่งน้อยกว่าชั่วโมงที่เปิดอยู่มาก

บทความนี้ไล่ทีละก้อนว่ามีค่าอะไร ต้องถามผู้รับเหมาอะไร และตัวเลขไหนที่ต้องคำนวณเองก่อนจ่ายเงินมัดจำก้อนแรก ตัวเลขที่อ้างในบทความเป็นตัวเลขที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะ ณ ปี 2568-2569 ใช้เป็นกรอบเทียบได้ แต่ราคาจริงของคุณต้องมาจากใบเสนอราคาหน้างาน

พื้นที่เท่าไหร่ถึงพอ

เริ่มจากตัวเลขที่ไม่เปลี่ยน คือขนาดสนามมาตรฐานตาม BWF กว้าง 6.10 เมตร ยาว 13.40 เมตร สำหรับประเภทคู่ (ประเภทเดี่ยวยาวเท่ากันแต่กว้าง 5.18 เมตร) แต่คุณสร้างอาคารแค่ขนาดนี้ไม่ได้ เพราะต้องมีพื้นที่ปลอดภัยรอบสนามให้คนวิ่งตบหลังเส้นได้

ถ้าพื้นที่ที่มีอยู่บังคับให้เพดานเตี้ยกว่านั้น ยังเปิดได้ในเชิงธุรกิจ แต่ต้องรู้ตัวว่าจะขายกลุ่มเล่นสนุกได้ ขายกลุ่มซ้อมจริงจังหรือจัดแข่งไม่ได้ และลูกที่โดนโครงหลังคาจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องตอบลูกค้าทุกวัน

ก้อนที่ 1 — ตัวอาคาร

สนามแบดในไทยส่วนใหญ่ใช้อาคารโครงเหล็กคลุมพื้นที่โล่ง ราคาขึ้นกับความกว้างช่วงเสา ความสูง และงานฐานราก ตัวอย่างที่พอใช้เทียบได้คือราคาประเมินที่ผู้รับสร้างอาคารรายหนึ่งประกาศไว้ (อัปเดตสิงหาคม 2568) สำหรับ อาคารคลุมสนามแบด 10 คอร์ท ขนาด 35 x 50 x 8 เมตร

พื้นที่อาคารตัวอย่างนี้คือ 1,750 ตารางเมตร เท่ากับ ราว 5,600-6,000 บาทต่อตารางเมตร ใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นเวลาคุยกับผู้รับเหมาได้ แต่ต้องอ่านเงื่อนไขให้ครบก่อน

ก้อนที่ 2 — พื้นสนาม

พื้นเป็นของที่ลูกค้ารู้สึกได้ทันทีในสิบนาทีแรกที่ลงเล่น และเป็นก้อนที่ช่วงราคากว้างที่สุด

ก้อนที่ 3 — ไฟและอากาศ

สองเรื่องนี้เป็นทั้งค่าติดตั้งครั้งแรกและค่าใช้จ่ายรายเดือนที่กินกำไรไปเรื่อย ๆ

แสงสว่าง — คู่มือออกแบบให้กรอบไว้ที่ 300-500 ลักซ์สำหรับฝึกซ้อม และ 500-750 ลักซ์สำหรับการแข่งขัน ให้ผู้ออกแบบคำนวณจำนวนโคมกับตำแหน่งติดตั้งจากค่านี้ และต้องออกแบบไม่ให้แสงเข้าตาตอนตีลูกโยนหลัง โคมที่เรียงสวยแต่ทำให้มองลูกไม่เห็นคือปัญหาที่ลูกค้าไม่บอกคุณ แต่ไม่กลับมา

ค่าไฟ — สนามส่วนใหญ่อยู่ในอัตราไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก อัตราของการไฟฟ้านครหลวงสำหรับแรงดันต่ำกว่า 12 kV ที่ประกาศไว้คือ

ข้อสังเกตที่มีผลกับแผนธุรกิจ: ถ้าใช้อัตรา TOU ช่วงเย็นวันธรรมดาที่คนแย่งคอร์ทกันมากที่สุด คือช่วงที่ค่าไฟต่อหน่วยแพงที่สุดพอดี ส่วนเสาร์-อาทิตย์ทั้งวันเป็น Off Peak ของค่าไฟแต่เป็นช่วงพีคของคน เรื่องนี้ควรสะท้อนอยู่ในตารางราคาของคุณ ไม่ใช่คิดราคาเดียวทั้งสัปดาห์ (อ่านต่อ: ตั้งราคาคอร์ทยังไงให้เต็มและไม่ขาดทุน)

วิธีคิดค่าไฟต่อชั่วโมงคอร์ท: รวมกำลังไฟของโคมทั้งหมดที่เปิดต่อคอร์ท บวกส่วนแบ่งพัดลมหรือแอร์ แปลงเป็นกิโลวัตต์ แล้วคูณด้วยบาทต่อหน่วยในขั้นที่คุณอยู่จริง ตัวเลขที่ได้คือต้นทุนผันแปรต่อชั่วโมงที่ต้องอยู่ใต้ราคาค่าคอร์ททุกช่วงเวลา ถ้าช่วงไหนอยู่เหนือ ช่วงนั้นเปิดไปก็ขาดทุน

แอร์หรือไม่แอร์ เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องความสบายอย่างเดียว สนามแอร์ตั้งราคาได้สูงกว่าและดึงลูกค้าที่ยอมจ่าย แต่เพิ่มทั้งค่าติดตั้งและค่าไฟทุกเดือน และคู่มือออกแบบเตือนว่าระบบระบายอากาศต้องไม่ทำให้ลมรบกวนทิศทางลูก

เช่าหรือสร้าง — เทียบด้วยตัวหารเดียวกัน

ถ้าเช่าโกดังหรืออาคารเดิมมาทำสนาม เงินก้อนแรกน้อยลงมาก แต่เปลี่ยนเป็นภาระรายเดือนที่หยุดไม่ได้ ค่าเช่าต่อตารางเมตรต่างกันมากตามทำเล จนตัวเลขกลาง ๆ ไม่มีความหมาย วิธีเทียบที่ใช้ได้จริงคือ

ค่าเช่าต่อเดือน ÷ จำนวนชั่วโมงคอร์ทที่ขายได้จริงต่อเดือน = ค่าเช่าที่แฝงอยู่ในทุกชั่วโมงที่คุณขาย

เอาตัวเลขนี้ไปวางข้างราคาค่าคอร์ทที่ตลาดแถวนั้นยอมจ่าย ถ้าเหลือช่องว่างบางเกินจะจ่ายค่าไฟ ค่าคน และค่าอื่น ๆ ทำเลนั้นไม่ผ่านตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา และก่อนเซ็นให้เช็คสองเรื่องที่เคยทำให้โครงการล่มกลางทาง คือ ความสูงใต้โครงหลังคาจริง (ไปวัดเอง อย่าเชื่อแบบ) และ ขนาดมิเตอร์ไฟที่มีอยู่ ว่ารับโหลดโคมทั้งอาคารได้ไหม

ใบอนุญาตและเรื่องเอกสาร

ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ใหญ่ แต่ถ้าไปเจอหลังสร้างเสร็จจะเจ็บ

ต้นทุนที่คนทำแผนมักลืม

ตัวเลขที่ต้องคำนวณก่อนจ่ายมัดจำก้อนแรก

ทุกก้อนข้างบนรวมกันแล้วยังตอบไม่ได้ว่าคุ้มไหม จนกว่าจะเทียบกับสองบรรทัดนี้

  1. เพดานชั่วโมงที่ขายได้ = จำนวนคอร์ท × ชั่วโมงที่เปิดต่อวัน × 7 วัน นี่คือของที่มีขาย ไม่ใช่ของที่ขายได้
  2. ชั่วโมงที่ขายได้จริง — ความจริงของสนามแบดคือช่วงเย็นวันธรรมดากับเสาร์-อาทิตย์เต็ม ส่วนกลางวันวันธรรมดาว่างเป็นส่วนใหญ่ ให้ประมาณแยกเป็นสองช่วงเลย อย่าใช้อัตราเดียวเฉลี่ยทั้งสัปดาห์ เพราะการเฉลี่ยจะทำให้แผนดูดีกว่าความจริงทุกครั้ง
  3. จุดคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ต่อเดือน (ค่าเช่าหรือค่างวด + เงินเดือน + ค่าระบบ + ประกัน) ÷ (ราคาต่อชั่วโมง − ต้นทุนผันแปรต่อชั่วโมง) = จำนวนชั่วโมงคอร์ทที่ต้องขายให้ได้ในเดือนนั้น

เอาผลลัพธ์ข้อ 3 ไปเทียบกับข้อ 2 ถ้าจุดคุ้มทุนต้องการชั่วโมงมากกว่าที่ประมาณว่าขายได้จริง ตัวเลือกมีแค่สามทาง คือ ลดต้นทุนคงที่ ขึ้นราคาช่วงที่คนแย่งกันจอง หรือหาลูกค้ากลุ่มใหม่มาเติมช่วงกลางวัน การหวังว่า "เปิดไปก่อนแล้วคนจะมาเอง" ไม่ใช่ทางเลือกที่สี่

สามอย่างที่ควรเตรียมตั้งแต่ก่อนเปิด

  1. ช่องทางที่ลูกค้าจองได้เองตลอดเวลา คนที่นึกถึงการเล่นแบดตอนสี่ทุ่มคือคนที่จะจองคืนนั้น ถ้าต้องรอแอดมินตอบเช้าวันรุ่งขึ้น เขาไปสนามอื่นแล้ว
  2. ตารางราคาที่แยกช่วงเวลาไว้แต่แรก ตั้งราคาเดียวทั้งวันแล้วค่อยมาแยกทีหลังยากกว่ามาก เพราะลูกค้าจำราคาเดิมได้
  3. ที่เก็บชื่อกับเบอร์ลูกค้าทุกคนที่มา เดือนที่สามคุณจะอยากทักคนที่เคยมาครั้งเดียว และจะอยากรู้ว่าก๊วนไหนหายไป

สามข้อนี้เป็นเหตุผลที่สนามส่วนใหญ่ลงเอยด้วยการใช้ระบบจองแทนสมุดหรือไฟล์ Excel — ดูว่าระบบทำอะไรได้บ้างที่ ระบบจองสนามแบดมินตัน และถ้าสนามกำลังจะเปิดแล้วยังไม่มีคนจอง อ่านต่อที่ หาลูกค้าให้สนามเปิดใหม่

อยากให้สนามรับจองออนไลน์ได้เองทั้งวัน

JongCourt คือระบบจองคอร์ทสำหรับเจ้าของสนาม รับจองผ่าน LINE ตรวจสลิปให้อัตโนมัติ ดูตารางคอร์ทและรายได้ได้ในที่เดียว

ดูราคาและแพ็กเกจ อ่านบทความอื่น